บรรดาชาวอินเดียแต่ละรุ่นในอดีตที่ผ่านมา ก็ไม่ได้เคยละทิ้งคำตอบ-คำ อธิบายอันเก่าแก่ ถึงเรื่องราวความเป็นมาของจักรวาล,โลก,และสรรพชีวิต ทั้งหลายตามแนวทางที่ได้รับการสืบทอดกันมายาวนานนับตั้งแต่ 5,000- 6,000 ปีที่แล้ว ไล่นก นั่นก็คือคำอธิบายที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์อันเก่าแก่ของชาว ฮินดูที่เรียกกันว่า...“คัมภีร์พระเวท”...ที่ว่าด้วยเรื่องราวที่ย้อนกลับไปจนถึงช่วงระยะเวลาจุดเริ่มต้นใน ขณะที่ “วิญญาณสูงสุด” อันมีสถานะเป็นเสมือนหนึ่ง “เจตจำนงแห่ง จักรวาล” หรือดำรงสถานะอยู่ในลักษณะที่เรียกกันว่า “พลังแห่งกรรมอัน แฝงอยู่ในอาตมัน” ซึ่งเป็นตัวการสำคัญในการเริ่มต้นขับเคลื่อน “อณูแห่ง ลม” ให้หมุนวนลอยตัวอยู่ในบรรยากาศอันหาที่สุดมิได้ จนกลายสภาพ มาเป็น “มหาภูติแห่งลม” และภายใต้การหมุนวนต่อไปอย่างไม่หยุด ยั้ง...“อณูแห่งนํ้า” ก็เริ่มปรากฏตัวก่อนที่จะกลายเป็น “มหาภูติแห่งนํ้า” และ ยังคงหมุนวนต่อไปจนเกิด “อณูแห่งดิน” และ “มหาภูมิแห่งดิน”,“อณู แห่งไฟ” และ “มหาภูติแห่งไฟ” ตามลำตับ...จนท้ายที่สุดเมื่อ “มหาภูติทั้ง 4” ได้ผสมกลมกลืนระหว่างกันและกันจนได้ที่ ก็ได้เกิด “ฟองไข่แห่งโลก” ปรากฏในเวลาต่อมา ฟองไข่ซึ่งถูกระบุเอาไว้ว่า...“เป็นสิ่งมีชีวิตซึ่งมี ปัญญาญาณ มีความกล้าหาญ มีอิสระเรียกว่า...พรหมมา” อันมีสถานะ เป็นเสมือน “วิญญาณแห่งโลก” และเป็นผู้ที่จะทำหน้าที่ก่อกำเนิดรวมทั้ง วิวัฒนาการสรรพสิงต่างๆ ในโลกไปจวบจนถึงจุดอวสานแห่งโลกและ จนกว่าจะเกิดการก่อกำเนิดขึ้นมาใหม่ซ้ำแล้วซ้าเล่า...ฯลฯภายใต้การพัฒนาคำตอบ-คำอธิบายในเรื่องราวเหล่านี้...วิทยาศาตร์ ก็พัฒนาควบดู่มาโดยตลอด ทั้งสิ่งที่เรียกว่า “ศาสนา” และ “วิทยาศาสตร์” ไม่ได้ถูกทำให้แยกออกจากกัน หรือถูกทำให้เป็น “ทัศนะที่ตรงกันข้าม” ระหว่างกันและกันแม้แต่น้อย...ไม่ได้ถูกทำให้กลายเป็นสิ่งที่แตกต่างกัน และกันจนกระทั้งต้อง “เลือก” เอาระหว่างสิงใดสิงหนึ่ง...หรือทางใดทาง วงจรไล่นก
หนึ่งในการที่จะก่อให้เกิด “ความอยู่รอด” สำหรับชีวิตและสำหรับความ เป็นมนุษย์ใม่ว่าในอดีต,ปัจจุบัน,หรืออนาคตก็ตาม...และการเติบโตควบคู่กันมาของทั้ง“ศาสนา”และ“วิทยาศาสตร์” นึ่เอง...ที่มันทำให้ “จุดมุ่งหมายของความเป็นมนุษย์” ไม่ได้ถูกจำกัดให้มี อยู่แต่เฉพาะ “ความต้องการทางร่างกาย” ความต้องการในการกิน,การ ดื่ม,การมีที่อยู่อาศัยหรือความต้องการทางเศรษฐกินด้วยการสร้างความ อิ่มเอมให้กับตัวเองในทางวัตถุเท่านั้น แต่มันยังหมายถึง “ความต้องการ ทางวิญญาณ” ควบคู่ไปด้วยความต้องการที่จะกลมกลืนกับผู้อื่น,กับ สรรพชีวิต,กับสภาพทางธรรมชาติหรือกระทั่งกับโลกและจักรวาล ที่ แสดงออกมาในแก่นสาระของศาสนาทั้งหลาย...
สถาปัตยกรรม, วิศวกรรมจนสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างอันมหัศจรรย์อย่าง “พีระมิด” ขึ้นมาได้..ฯลฯ
ในขณะที่ซาวบาบิโลนแห่งลุ่มนํ้าไทกริส-ยูเฟรติสยังมีแนวคิดที่ว่า เทพเจ้า “มาร์ดุค” (Marduk) อันเป็นเทพเจ้าผู้นำ “กองทัพแห่งแสงสว่าง” และ “ความมีระเบียบ” ต่อ!’เ'อาชนะ “มังกรแห่งความมืด” และ “เคออส” ได้แล้ว พระองค์จึงได้เริ่มทำการสร้างท้องฟ้า,ดวงดาว,และโลกขึ้นมา และ สร้างมนุษย์ด้วยวิธีการนำเอา “โคลน” มาผสมกับ “เลือด” ของพระองค์ แต่ภายใต้ความเชื่อที่ดูแปลกประหลาดเซ่นนี้ชาวบาบีโลนก็ไม่ได้ถูก“ความ คิดที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” เหล่านี้...หยุดยั้งไม,ให้สามารถค้นพบเรื่องราว ทางวิทยาศาสตร์ใดๆอีกเลย ตรงกันข้าม...ชาวบาบีโลนกลับสามารถ พัฒนาการการเรียนรู้ในด้านคณิตศาสตร์ระดับที่รู้จักการใช้สมการชั้นเดียว- หลายชั้น,รู้จักกำหนดค่าตัวเลขยกกำลัง 2,กำลัง 3,รู้จักหาค่าของสี่เหลี่ยม ผืนผา,สามเหลี่ยมมุมฉาก,หาปริมาตรของลูกบาศก์,รูปทรงกระบอก,ค่า;โ, สามารถแบ่งกลุ่มดวงดาวในแนว “อีคลิปติค” (Ecliptic) ออกเป็น 12 กลุ่ม ดาว,กำหนดระยะวงโคจรของดาวศุกร์,ดาวพุธ,ใช้นาพักานี้าในการแบ่ง เวลา,ทำนายการเกิดขึ้นของสุริยุปราคาได้,เรียนรู้การผลิตทองแดง,เหล็ก, คิดมาตราชั่ง-ตวง-วัด,รู้จักการผลิตเครื่องเคลือบและผลิตแก้ว...ฯลฯ
ซาวยิวและซาวพันิเชียน กำจัดนก ...ที่ร่อนเร่ไปตามทะเลทรายและท้องทะเล กันมาโดยตลอด ภายใต้ประวัติความสามารถที่โดดเด่นในด้านธุรกิจและ การประกอบการค้าขาย,รู้จักนำเอาทิศทางและตำแหน่งของดวงดาวมา ผสมผสานกับความสามารถในการเดินเรือ,ได้ชื่อว่าเป็นผู้คิดประดิษฐ์ อักษรสำหรับการเขียนอันเป็นต้นแบบของชาติต่างๆ สืบมา...ฯลฯ สิ่งเหล่า นี้...ไม่ได้ทำให้แนวคิดและจินตนาการดั้งเดิม    อันเป็นพื้นฐานทาง
“จริยศาสตร์” ที่แข็งแกรง เหนียวแน่นและดำรงอยู่ในหมุ่ชนชาติของตัว เองมาจนถึงทุกวันนี้ ก็ไม่ได้ถูกทิ้งขว้างหรือถูกแยกออกไปจากวิถีทางแห่ง
 

Comment

Comment:

Tweet