อธิษฐาน ฃอนพระเจ้าคุ้มครอง...ฟ...วิ1พาคาสตร์ที่อาศ้ย'ทพ^พนาทารต่า™าท ที่ข่วmราค้'น'พาวิธีฑารรัก'ษาด้วยน่มอน'นษยดูเหมือนว่า...ในฐานะผู้แสดงความเชื่อมั่น-ศรัทธาต่อทฤษฎี“ดารวิน” อย่างสุดขีด “เดวิด ควาแมน” วงจรไล่หนู  ผู้เขียนบทความชิ้นนี้...พยายามบีบบังคับ ให้ผู้อ่านจะต้อง “เลือก” เอาทางใดทางหนึ่ง ระหว่าง “ความเชื่อทางศาสนา” หรือไม่ก็ “ ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์”...และแน่นอนที่สุดว่า เพื่อ “ความ อยู่รอด”หรือการดิ้นรนเพื่อให้มีชีวิตรอดทางร่างกาย ผู้อ่านอาจจะเกิด ความโน้มเอียงหันไปหา “ความเชื่อทางวิทยาศาสตร์” กันเป็นอันดับ แรก...???แต่สำหรับใครก็ตามที่อาจจะยังพอมี “สติ”...ไม่ได้ถึงกับหวาดกลัว จนเตลิดเปิดเปิงไปกับคำฃู่เข็ญโน้มน้าวอะไรต่อมิอะไรกันได้ง่ายๆ อย่าง น้อยก็น่าจะพอตั้งคำถามภายในใจกันได้บ้างว่า ใน “ความมีชีวิต” หรือ“ความเป็นมนุษย์” นั้น...“การอยู่รอด”...จะมีความหมายแต่เพียง แค่...การอยู่รอดทาง “ร่างกาย” เท่านั้นหรือ...???แน่นอนว่า...สำหรับผู้ที่เชื่อมั่นต่อ “แนวคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์” หรือถูกทำให้มีทัศนะ “แบบเป็นวิทยาศาสตร์” แล้ว ความหมายของคำว่า “ชีวิต” ดูจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปจากร่างกายหรือความต้องการทาง ร่างกายกันเป็นหลัก อย่างที่ “มาร์กซ์”และ“แองเกลล์” 2 เจ้าพ่อคอมมิวนิสต์ ผู้สร้างทฤษฎีการปฏิวัติบนรากฐานแนวความคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์ ด้วยการผสมผสานการต่อล้ทางชนชั้นเข้ากับทฤษฎีวิวัฒนาการของ “ดาร์วิน” ได้เคยให้คำนิยามเอาไว้ตั้งแต่ระดับรากฐานว่า “จุดมุ่งหมาย ของความเป็นมนุษย์” ตั้งแต่เริ่มแรกหนีไม่พ้นไปจากการกิน,การดื่ม,การมี ที่อยู่อาศัยและเครื่องนุ่งห่มหรือ “ ไล่หนูไฟฟ้า ความต้องการทางเศรษฐกิจ” เป็นเบื้องแรก...ส่วนเรองอื่นๆ ไม่ว่ากฎหมาย,ศาสตร์และศิลป็ทั้งปวง และแม้แต่เรื่อง “ศาสนา” ล้วนแล้วแต่มาภายหลังทั้งสิ้นหรือ “แนวควานคิดแบบIปีน วิทยาคาลตร์” ตามแบบฉบับของ “ลัทธิทุนนิยม” ก็ตาม...อย่างที่ “เดวิด ซ. คอรเตน” ผูเขยนหนังสอแฉไพยพิษภัยของบรรษั,ททุนนิยมข้ามชาติ ได้ เคยสรุปมุมมองแบบพวกทุนนิยมเอาไว่ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขาว่า...“เรา ไม่อาจคาดหวังให้มนุษย์เป็นหรือกลายเป็นอะไรที่มากไปกว่า...สัตว์ร้ายที่ โหดเหี้ยม ที่มีแรงขับจากสัญชาตญาณพื้นฐานเพื่อการอยู่รอดสืบทอดเผ่า พันธุ และแสวงหาทางออกจากสภาวะเปล่าเปลี่ยวโดยอาศัยความอิ่มเอม ทางวัตถุเป็นสำคัญ...”แต่อันที่'จริงแล้ว...สำหรับผู้ที่เป็น “นักวิทยาศาสตร์” แต่ไม่ได้ถูก ทำให้ทัศนคติของตัวเองต้องไหลตามไปกับสิ่งที่เรียกว่า “แนวคิดแบบเป็น วิทยาศาสตร์” เท่านั้น อย่างเช่น “อีริค ฟรอมม์” นักจิตวิเคราะห์ชาวเยอรมนี อดีตอาจารย์วิชาจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล ผู้เคยเขียนหนังสือตำรา กาฬโรคเกี่ยวกับวิชาจิตวิทยาสมัยใหม่หลายต่อหลายเล่ม เช่น “จิตวิเคราะห์ของ ฟรอยด์” หรือ “จิตวิเคราะห์กับพุทธศาสนานิกายเชน”...ฯลฯ ซึ่งได้มีการ แปลถ่ายทอดมาเป็นภาษาไทยเมื่อหลายๆ ปีที่แล้ว ได้เคยเสนอมุมมอง ต่อเรื่องราวของ “ชีวิต” และ “จุดมุ่งหมายความเป็นมนุษย์” ในแง่จิต วิเคราะห์หรือในแง่จิตวิทยาเอาไว้ในลักษณะที่แตกต่างไปจากมุมมองของ พวกที่'ชอบอ้าง1ว่าตัวเองเป็นผู้ที่ยึดมั่นต่อ “แนวคิดแบบเป็นวิทยาศาสตร์” ไม่น้อย...ในทัศนะของ “ฟรอมม์” เขากลับมองว่า...ทันทีที่มนุษย์เติบโต พัฒนาไปจนเกิดความรู้สึกถึง “ความมีอยู่” ของตัวตนของตน หรือได้เกิด ความร้บรู้ว่าตัวตนของตนได้อุบัติขึ้นมาในโลกใบนี้ขึ้นมาแล้ว กำจัดหนู นอกเหนือ ไปจากการกิน,การดื่ม,การหาที่อยู่ที่อบอุ่นปลอดภัย ฯลฯ...จิตสำนึกใน ส่วนลึกของมนุษย์จะผลักตันให้มนุษย์ทุกๆ คน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมาในยุคแล ZIYI ยาศาสตร์พี่อยู่/ฑยใต้การยอมรับต่อบางสิ่งบางอย่างที่อยู่เหนือ ธรรมชาติ จึงเป็นวิทยาศาสตร์ที่ไม่ได้นำไปสู่การทำลายล้างผลาญสรรพ สิ่งต่างๆ ในโลก เหมือนกับวิทยาศาสตร์ที่ตกอยู่ภายใต้กรอบความคิดของ ผู้มือำนาจในวงการวิทยาศาลตร็ในปัจจุบัน...???
 

Comment

Comment:

Tweet